ประวัติสโมสรบอร์นมัธ ตำนานนักสู้แห่งทัพเดอะเชอร์รีส์ในลีกลูกหนังอังกฤษ
สโมสรฟุตบอลบอร์นมัธ (A.F.C. Bournemouth) หรือที่แฟนบอลชาวไทยคุ้นเคยในฉายา "เดอะ เชอร์รีส์" (The Cherries) คือตัวแทนของสโมสรขนาดเล็กที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในโลกของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เงินและขนาดของสโมสรไม่ใช่สิ่งเดียวที่กำหนดความสำเร็จเสมอไป
บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนรอย ประวัติบอร์นมัธ เจาะลึกตั้งแต่จุดเริ่มต้นในฐานะทีมฟุตบอลท้องถิ่น การเผชิญหน้ากับวิกฤตล้มละลายที่เกือบทำให้สโมสรหายไปจากแผนที่ฟุตบอล สู่การสร้างปาฏิหาริย์เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด มาร่วมสัมผัสเรื่องราวการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและแรงบันดาลใจของทัพเดอะเชอร์รีส์ไปพร้อมกันครับ
จุดกำเนิดสโมสรบอร์นมัธจากทีมสถาบันเซนต์จอห์นในเมืองบอสคอมบ์
ประวัติศาสตร์ของสโมสรเริ่มต้นขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1899 จากการรวมตัวกันก่อตั้งทีมฟุตบอลในชื่อ "สถาบันเซนต์จอห์นบอสคอมบ์" (Boscombe St. John's Institute F.C.) ซึ่งเป็นทีมระดับท้องถิ่น ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น บอสคอมบ์ เอฟซี สโมสรเริ่มสร้างชื่อเสียงและค่อยๆ ขยับขยายเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพของประเทศอังกฤษ โดยมีสนามเหย้าคือดีนคอร์ตซึ่งได้รับมอบที่ดินจากผู้ใจบุญในท้องถิ่น
การเปลี่ยนชื่อเป็นเอเอฟซีบอร์นมัธและการใช้สีเสื้อแดงดำอันเป็นเอกลักษณ์
ในปี ค.ศ. 1971 สโมสรได้ทำการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่เพื่อให้เป็นตัวแทนของเมืองตากอากาศแห่งนี้อย่างแท้จริง โดยเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น "เอเอฟซี บอร์นมัธ" (A.F.C. Bournemouth) พร้อมกันนั้นยังได้เปลี่ยนสีเสื้อประจำทีมจากเดิมที่เป็นสีแดง-ขาว มาเป็นลายทางสีแดงสลับดำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสโมสรเอซี มิลาน โดยสีเสื้อนี้ได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของทีมจนถึงปัจจุบัน
ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากและวิกฤตการเงินที่เกือบทำให้ยุบสโมสร
แม้จะมีพัฒนาการที่ดี แต่บอร์นมัธมักต้องวนเวียนอยู่ในลีกระดับล่างและเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดยเฉพาะวิกฤตขั้นรุนแรงที่สุดในปี ค.ศ. 2008 เมื่อสโมสรถูกประกาศเข้าสู่สภาวะล้มละลายและถูกควบคุมกิจการ (Administration) ทำให้ทีมถูกลงโทษตัดแต้มถึง 17 คะแนนในศึกฟุตบอลลีกทู (ลีกระดับสี่) สถานการณ์ในตอนนั้นมืดมนจนเกือบจะต้องยุบสโมสรทิ้งและหายไปจากสารบบฟุตบอลอังกฤษ
ปาฏิหาริย์การหนีตกชั้นในปี 2008 ภายใต้การนำของกุนซือเอ็ดดี้ฮาว
ท่ามกลางวิกฤตที่ไม่มีใครอยากรับเผือกร้อน สโมสรได้แต่งตั้ง เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) อดีตปราการหลังลูกหม้อของทีมในวัยเพียง 31 ปี ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม ฮาวสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการรวบรวมสปิริตของนักเตะและแฟนบอล พาทีมคว้าชัยชนะในนัดสุดท้าย รอดพ้นการตกชั้นออกจากฟุตบอลลีกอาชีพได้อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของบอร์นมัธ
เส้นทางเทพนิยายจากการเลื่อนชั้นสู่การผงาดบนเวทีพรีเมียร์ลีกอังกฤษ
หลังจากรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เอ็ดดี้ ฮาว ได้สานต่อตำนานบทใหม่ด้วยการพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากลีกทู สู่ลีกวัน และก้าวขึ้นสู่แชมเปียนชิพ จนกระทั่งในฤดูกาล 2014-2015 บอร์นมัธสร้างปรากฏการณ์ช็อกวงการด้วยการคว้าแชมป์แชมเปียนชิพ เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ถือเป็นเทพนิยายลูกหนังที่งดงามที่สุดเรื่องหนึ่งของเกาะอังกฤษ
มนต์ขลังของสนามดีนคอร์ตและสไตล์ฟุตบอลเกมรุกอันน่าตื่นตาตื่นใจ
เมื่อก้าวขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก สิ่งที่ทำให้บอร์นมัธได้รับเสียงชื่นชมคือสไตล์การทำทีม พวกเขาไม่ได้เน้นเล่นเกมรับเพื่อหนีตาย แต่กลับเลือกเล่นฟุตบอลเกมรุกต่อบอลสั้นบนพื้นอย่างกล้าหาญ บวกกับรังเหย้าอย่าง ดีนคอร์ต หรือชื่อปัจจุบันคือ ไวทาลิตี้ สเตเดียม ที่แม้จะมีความจุน้อยที่สุดในลีกเพียง 11,000 กว่าที่นั่ง แต่บรรยากาศที่ใกล้ชิดและเสียงเชียร์ที่ดังกึกก้องก็ทำให้ที่นี่เป็นสังเวียนที่ทีมใหญ่ต่างหวั่นเกรง
ก้าวต่อไปของทัพเดอะเชอร์รีส์เพื่อยืนหยัดบนลีกสูงสุดในยุคปัจจุบัน
หลังจากแยกทางกับเอ็ดดี้ ฮาว สโมสรเคยตกลงไปเล่นในแชมเปียนชิพช่วงสั้นๆ แต่ก็สามารถกลับคืนสู่ลีกสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว ในยุคปัจจุบันภายใต้การคุมทีมของกุนซือ อันโดนี อิราโอล่า (Andoni Iraola) บอร์นมัธได้ยกระดับสไตล์การเล่นเพรสซิ่งที่ดุดันและทันสมัยยิ่งขึ้น พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่ทีมไม้ประดับอีกต่อไป แต่เป็นสโมสรที่พร้อมยืนหยัดต่อกรและสร้างเซอร์ไพรส์บนเวทีพรีเมียร์ลีกได้อย่างยั่งยืน