ประวัติสโมสรเอาก์สบวร์ก นักสู้แห่งบาวาเรียผู้ฝ่าความตกต่ำสู่เวทีบุนเดสลีกาและยุโรป
เอฟซี เอาก์สบวร์ก คือสโมสรที่นำจิตวิญญาณของเมืองเก่าแห่งบาวาเรียมาถ่ายทอดผ่านฟุตบอลอย่างเข้มข้น ทีมสีแดง เขียว และขาวไม่ได้เติบโตจากความสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่สร้างตัวตนขึ้นจากการล้ม การเริ่มต้นใหม่ และการต่อสู้อย่างไม่รู้จักยอมแพ้บนเส้นทางอันยาวนานของฟุตบอลเยอรมัน
สโมสรซึ่งได้รับฉายาว่า ฟุกเกอร์ชเตดเทอร์ ต้องใช้เวลากว่าหนึ่งศตวรรษกว่าจะได้สัมผัส บุนเดสลีกา เยอรมัน แต่เมื่อประตูลีกสูงสุดเปิดออก เอาก์สบวร์กกลับยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ก่อนสร้างฤดูกาลมหัศจรรย์และออกเดินทางสู่ฟุตบอลยุโรปจนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวของทีมรองบ่อนที่น่าจดจำที่สุด
จุดกำเนิดปี 1907 และรากฐานแรกของฟุตบอลในเมืองเอาก์สบวร์ก
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1907 ด้วยการก่อตั้ง Fußball-Klub Alemannia Augsburg สโมสรเข้าร่วมเป็นแผนกฟุตบอลของ Turnverein 1871 Oberhausen ในปี 1909 ก่อนแยกตัวและพัฒนามาเป็น Ballspiel-Club Augsburg หรือ BC Augsburg ในปี 1921 ทีมค่อยๆ สร้างฐานกองเชียร์จากชุมชนทางตอนเหนือของเมือง แม้ยังห่างไกลจากเวทีระดับชาติ แต่รากฐานในยุคนี้ได้กลายเป็นสายเลือดสำคัญของเอฟซี เอาก์สบวร์กในเวลาต่อมา
ยุคโอเบอร์ลีกาและเฮลมุท ฮัลเลอร์ ตำนานผู้สร้างความภูมิใจแก่บ้านเกิด
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง BC Augsburg ได้แข่งขันใน Oberliga Süd ซึ่งเป็นลีกระดับสูงสุดของภาคใต้ก่อนการก่อตั้งบุนเดสลีกา สโมสรมีช่วงเวลาขึ้นลงระหว่างสองระดับแรก แต่ได้สร้างนักเตะผู้ยิ่งใหญ่อย่างเฮลมุท ฮัลเลอร์ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเยอรมนีผู้ก้าวไปประสบความสำเร็จกับโบโลญญาและยูเวนตุสในอิตาลี อย่างไรก็ตาม เมื่อบุนเดสลีกาเปิดตัวในปี 1963 ทีมจากเอาก์สบวร์กไม่ได้รับเลือกและต้องเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในลีกระดับรอง
การควบรวมปี 1969 สร้างเอฟซี เอาก์สบวร์กโฉมใหม่ของทั้งเมือง
ปัญหาทางการเงินและผลงานที่ถดถอยผลักดันให้ BC Augsburg เจรจากับฝ่ายฟุตบอลของ TSV Schwaben Augsburg สองสโมสรซึ่งเคยมีฐานกองเชียร์และอัตลักษณ์แตกต่างกันตกลงผนึกกำลังในปี 1969 พร้อมใช้ชื่อ FC Augsburg สโมสรใหม่ลงสนามนัดแรกพบเนิร์นแบร์กในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน แม้การรวมตัวไม่ได้สร้างความสำเร็จทันที แต่ถือเป็นจุดกำเนิดอย่างเป็นทางการของทีมที่แฟนบอลรู้จักในปัจจุบัน
การกลับมาของฮัลเลอร์และคลื่นศรัทธาที่ปลุกฟุตบอลเอาก์สบวร์กอีกครั้ง
ฤดูกาล 1973/74 กลายเป็นช่วงเวลาที่ทั้งเมืองกลับมาหายใจด้วยฟุตบอล เมื่อเฮลมุท ฮัลเลอร์เดินทางคืนบ้านหลังประสบความสำเร็จในอิตาลี เขาช่วยดึงผู้ชมจำนวนมหาศาลเข้าสู่สนามและพาทีมแข่งขันใน Regionalliga Süd อย่างโดดเด่น กระแสฮัลเลอร์สร้างความหวังว่าเอาก์สบวร์กอาจก้าวสู่ลีกสูงสุด แต่ความสำเร็จไม่ยั่งยืน สโมสรประสบปัญหาผลงานและต้องวนเวียนอยู่ระหว่างลีกระดับสองกับสามตลอดหลายปีต่อมา
ความตกต่ำถึงลีกสี่ก่อนการบริหารใหม่พาทีมคืนสู่ฟุตบอลอาชีพ
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถือเป็นจุดต่ำที่สุดครั้งหนึ่งของสโมสร เมื่อปัญหาด้านการเงินและใบอนุญาตทำให้ทีมตกสู่ Bayernliga ซึ่งเป็นลีกระดับสี่ในปี 2000 วัลเทอร์ ไซน์ช นักธุรกิจท้องถิ่นเข้ามาช่วยวางระบบบริหารและฟื้นความมั่นคง เอาก์สบวร์กเลื่อนชั้นสู่ Regionalliga ในปี 2002 ก่อนคว้าแชมป์ลีกและกลับสู่ลีกา 2 ในปี 2006 ยุติการรอคอยฟุตบอลระดับสองที่กินเวลานานกว่า 20 ปี
สนามแห่งใหม่และการเลื่อนชั้นบุนเดสลีกาครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
การเปิดสนามแห่งใหม่ในปี 2009 ซึ่งต่อมาใช้ชื่อ ดับเบิลยูดับเบิลยูเค อารีนา แสดงถึงความทะเยอทะยานของสโมสร ฤดูกาล 2009/10 เอาก์สบวร์กเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเดเอฟเบโพคาล ก่อนโยส ลูฮูคายจะพาทีมจบรองแชมป์ลีกา 2 ในฤดูกาล 2010/11 และเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาเป็นครั้งแรก แม้ถูกมองเป็นเต็งตกชั้น แต่ทีมต่อสู้อย่างมีวินัยและรักษาสถานะบนลีกสูงสุดได้สำเร็จ
ฤดูกาลมหัศจรรย์สู่ยูโรปาลีกและการยืนหยัดในยุคบุนเดสลีกาปัจจุบัน
ภายใต้การคุมทีมของมาร์คุส ไวน์ซีร์ล เอาก์สบวร์กพัฒนาจากทีมหนีตกชั้นสู่คู่แข่งบนครึ่งบนของตาราง ก่อนจบอันดับ 5 ในฤดูกาล 2014/15 ซึ่งเป็นผลงานสูงสุดของสโมสร การเล่นยูโรปาลีกครั้งแรกนำมาซึ่งชัยชนะสุดดราม่าเหนือปาร์ติซานและการผ่านเข้ารอบ 32 ทีม ก่อนแพ้ลิเวอร์พูลเพียง 0-1 จากสองนัด หลังค่ำคืนยุโรปเหล่านั้น เอาก์สบวร์กยังคงรักษาตัวตนของทีมพลังงานสูงและยืนหยัดบนบุนเดสลีกาท่ามกลางคู่แข่งที่มีทรัพยากรมากกว่า