ประวัติสโมสรเชลซี ตำนานความยิ่งใหญ่แห่งทัพสิงโตน้ำเงินครามในลีกลูกหนังอั
สโมสรฟุตบอลเชลซี (Chelsea F.C.) หรือเจ้าของฉายา "สิงห์บลูส์" คือหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ก้าวขึ้นมาทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคฟุตบอลสมัยใหม่ของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสีสัน การคว้าแชมป์ระดับท็อป และรังเหย้าอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง สแตมฟอร์ดบริดจ์ ทำให้พวกเขามีฐานแฟนบอลเติบโตอย่างมหาศาลทั่วโลก
บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนรอย ประวัติเชลซี เจาะลึกตั้งแต่จุดเริ่มต้นในผับเล็กๆ ยุคเรืองรองภายใต้การปฏิวัติของทุนต่างชาติ ยอดผู้จัดการทีมผู้เข้ามาเปลี่ยนทัศนคติ ไปจนถึงค่ำคืนปาฏิหาริย์ในเวทียุโรป และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัจจุบัน มาร่วมสัมผัสเส้นทางแห่งเกียรติยศของทัพสิงโตน้ำเงินครามไปพร้อมกันเลยครับ
จุดเริ่มต้นการก่อตั้งสโมสรเชลซีที่ผับไรซิงซันตรงข้ามสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์
ประวัติศาสตร์ของเชลซีเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1905 ณ ผับไรซิงซัน (The Rising Sun) ตรงข้ามสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ โดยกัส เมียร์ส (Gus Mears) ได้ซื้อสนามกรีฑามาและต้องการเปลี่ยนให้เป็นสนามฟุตบอล แต่เมื่อทีมเอฟเวอร์ตันปฏิเสธที่จะมาเช่าใช้งาน เมียร์สจึงตัดสินใจก่อตั้งสโมสรฟุตบอลของตัวเองขึ้นมาในชื่อ "เชลซี" สโมสรได้รับการยอมรับเข้าสู่ฟุตบอลลีกอย่างรวดเร็วและกลายเป็นทีมขวัญใจของชาวลอนดอนใต้นับตั้งแต่นั้น
การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรภายใต้การนำของเท็ดเดรค
หลังจากผ่านช่วงเวลาลุ่มๆ ดอนๆ อยู่นานหลายทศวรรษ เชลซีก็ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1952 เมื่อสโมสรแต่งตั้ง เท็ด เดรค (Ted Drake) อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษเข้ามาเป็นผู้จัดการทีม เดรคได้ทำการปฏิวัติสโมสรครั้งใหญ่ ตั้งแต่การยกเลิกโลโก้รูปทหารผ่านศึกเชลซีอันเก่าแก่ เปลี่ยนมาใช้สัญลักษณ์สิงโตรามเกียรติ์ และปรับปรุงระบบเยาวชน ความมุ่งมั่นของเขาผลิดอกออกผลในฤดูกาล 1954-1955 เมื่อเขาพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชัน 1 (ลีกสูงสุดในขณะนั้น) มาครองได้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
ยุกเสี่ยหมีโรมันอับราโมวิชกับการปฏิวัติเชลซีสู่มหาอำนาจลูกหนังโลก
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดที่เปลี่ยนโฉมหน้าของสโมสรไปตลอดกาลเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2003 เมื่อ โรมัน อับราโมวิช (Roman Abramovich) มหาเศรษฐีชาวรัสเซียเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร การเข้ามาของ "เสี่ยหมี" พร้อมกับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ได้พลิกโฉมเชลซีจากทีมระดับกลางตารางที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน ให้กลายเป็นมหาอำนาจลูกหนังรายใหม่ของโลกในชั่วข้ามคืน เชลซีเริ่มดึงตัวผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์และทีมงานบริหารมืออาชีพเข้ามาสู่ทีมเพื่อเป้าหมายในการเป็นแชมป์ในทุกรายการ
โชเซ่มูรินโญ่กับการสร้างสถิติแชมป์พรีเมียร์ลีกยุครุ่งเรืองของทัพสิงห์บลูส์
ในปี ค.ศ. 2004 อับราโมวิชได้แต่งตั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) กุนซือหนุ่มชาวโปรตุเกสผู้เรียกตัวเองว่า "The Special One" เข้ามาคุมทีม มูรินโญ่เข้ามาสร้างปรัชญาฟุตบอลเกมรับที่เหนียวแน่นและเฉียบขาด พาทัพสิงห์บลูส์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ทันทีในฤดูกาล 2004-2005 พร้อมสร้างสถิติเสียประตูน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเพียง 15 ประตูเท่านั้น เขพาทีมป้องกันแชมป์ได้ในฤดูกาลถัดมา สถาปนาเชลซีเป็นมหาอำนาจใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ
ค่ำคืนประวัติศาสตร์ที่มิวนิกกับการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสมัยแรก
ความสำเร็จสูงสุดที่โรมัน อับราโมวิช และแฟนบอลรอคอยมาอย่างยาวนานเกิดขึ้นในค่ำคืนวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ เชลซีภายใต้การคุมทีมชั่วคราวของ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ต้องบุกไปเยือน บาเยิร์น มิวนิค ถึงถิ่น อัลลิอันซ์ อารีนา แม้จะถูกนำไปก่อนแต่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ก็โหม่งตีเสมอพาทีมยื้อไปจนถึงการดวลจุดโทษ และเป็นเชลซีที่นิ่งกว่า เอาชนะไปได้อย่างปาฏิหาริย์ คว้าถ้วยแชมป์ยุโรปใบใหญ่มาครองได้เป็นสมัยแรกของสโมสรและเป็นทีมแรกจากลอนดอนที่ทำได้
สานต่อความสำเร็จในเวทียุโรปกับการคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่สองอย่างยิ่งใหญ่
เก้าปีต่อมาในฤดูกาล 2020-2021 เชลซีสร้างความยิ่งใหญ่ในทวีปยุโรปได้อีกครั้ง ภายใต้การนำทัพของ โธมัส ทูเคิิล (Thomas Tuchel) ผู้เข้ามาปรับแทคติกเกมรับและการเล่นร่วมกันของทีมในช่วงกลางฤดูกาล เชลซีโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งในรอบน็อกเอาต์ ก่อนจะเข้าไปเฉือนชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดทีมคู่แข่งร่วมลีกไปด้วยสกอร์ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศที่โปรตุเกส จากประตูชัยของ ไค ฮาแวร์ตซ์ ส่งผลให้สิงห์บลูส์ผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่ 2 ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ยุคใหม่ของกลุ่มทุนท็อดด์โบห์ลี่และความท้าทายในการทวงคืนความสำเร็จ
ในปี ค.ศ. 2022 เชลซีเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อโรมัน อับราโมวิช จำเป็นต้องขายสโมสร และถูกเปลี่ยนมือมาเป็นกลุ่มทุนเคลียร์เลก แคปิตอล นำโดย ท็อดด์ โบห์ลี่ (Todd Boehly) มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ยุคใหม่นี้มาพร้อมกับการลงทุนซื้้อผู้เล่นดาวรุ่งพรสวรรค์สูงด้วยสัญญาระยะยาวและการปรับโครงสร้างสโมสรใหม่ทั้งหมด แม้จะต้องเผชิญกับช่วงเวลาลองผิดลองถูกและการเปลี่ยนผ่านผู้จัดการทีม แต่เชลซีในยุคปัจจุบันยังคงมุ่งมั่นและพร้อมเดินหน้าพัฒนาทีมเพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ในเวทีพรีเมียร์ลีกและยุโรปต่อไป