กลับ / 28/11/2018 15:39 / บทสัมภาษณ์ มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา กับเรื่องราวก่อนที่จะมาถึง ณ วันนี้




ครูฟรีขอแนะนำคร่าวๆ ว่าพี่มุ้ยคือนักฟุตบอลทีมชาติไทย ที่อยู่ในตำแหน่งกองหน้า และเป็นอีกคนหนึ่งที่ถือว่าประสบความสำเร็จในด้านกีฬาฟุตบอลของประเทศไทย และได้มีโอกาสได้ไปเล่นฟุตบอลในลีกของต่างประเทศอีกด้วย

สิ่งที่น้องๆ จะได้รับ เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์นี้

- ตอนเรียนพี่มุ้ยเป็นอย่างไร? เมื่อเจอปัญหาในการเรียน แก้ไขมันอย่างไร - ฝึกซ้อมฟุตบอลหนักเท่าไหน ในช่วงเรียน - จุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ - สิ่งที่นอกเหนือจากการฝึกซ้อม อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พี่มุ้ยประสบความสำเร็จได้ในระดับนี้ - และอีกหลายสิ่งที่นักบอลอาชีพคนนี้อยากเล่าให้น้องๆ ได้ฟัง

สวัสดีครับคุณมุ้ย ก่อนอื่นเลยนั้นผมอยากให้คุณมุ้ยแนะนำตัวกับน้องๆ อย่างเป็นทางการก่อนครับ สวัสดีครับ ชื่อ มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา นะครับ สังกัด SCG เมืองทอง ยูไนเต็ต อายุ 29 ปี

สำหรับคำถามแรกที่ไม่น่าจะมีใครถามคุณมุ้ยเลย อยากรู้ครับว่าปกติคุณมุ้ยเป็นคนที่ชอบชื่นชอบในการเขียน การอ่าน หรือมีกิจกรรมเป็นงานอดิเรกอะไรบ้าง จริงๆ แล้วก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันนะ แต่ว่าก็จะเลือกเรื่องที่อ่านหน่อยครับ อย่างตอนเด็กๆ ก็จะไม่ได้อ่านเป็นเชิงวิชาการอะไรมาก แต่ผมจะอ่านเวลาที่เราอยากจะรู้เรื่องอะไรที่เราสนใจ ก็จะไปหาหนังสือ หรือว่าหาอะไรมาอ่าน แต่ว่าการเริ่มต้นจริงๆ มาจากการอ่านพวกหนังสือการ์ตูนทั่วไป หนังสือเกี่ยวกับกีฬา เพราะบางทีเราก็ไม่สามารถค้นหาในอินเตอร์เน็ตได้ทั้งหมด

ในช่วงที่คุณมุ้ยกำลังเรียนอยู่ คุณมุ้ยมีผลการเรียนอยู่ในระดับไหน แล้วคุณมุ้ยมีวิธีจัดการกับวิชาที่ไม่ชอบ หรือไม่ถนัดอย่างไรบ้างครับ ฮ่าๆ จริงๆ แล้วผลการเรียนคือไม่ได้ดีเลยแหละ เพราะว่าต้องเล่นฟุตบอลด้วย แล้วก็เรียนไปด้วย แต่ว่าก็พยายามให้ผ่าน และเรียนให้จบ คือไม่ได้หวังว่าทุกวิชาต้องเกรด 4 เพราะส่วนใหญ่จะมาเน้นเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลมากกว่า

อ๋อ..ก็คือว่าถ้าเกิดอย่างเช่นสมมติว่าถ้ามีวิชาคณิตศาสตร์ คงจะเป็นวิชาที่คุณมุ้ยไม่ชอบแน่เลยใช่มั้ยครับ 5555

แล้วคุณมุ้ยก็ใช้วิธีพยายามทำให้มันผ่านก่อนแล้วกัน เพราะเรามีด้านถนัดของตัวเองอยู่แล้ว ใช่ๆ ก็คือพยายามให้มันรู้ และเข้าใจบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องมาเคร่งเครียดอะไรขนาดนั้น บทไหนเราเข้าใจเราก็จะสามารถทำมันได้เลย แต่ถ้าบางบทเราไม่เข้าใจ ก็ต้องยอมปล่อยมันไป

แล้วอย่างนี้ในช่วงตอนที่คุณมุ้ยเรียนอยู่ คุณมุ้ยเป็นเด็กลักษณะไหน มีบุคลิกแบบใดครับ อยากรู้มากเลยครับ จริงๆ แล้วจะเป็นเด็กที่ไม่มีอะไรเลยครับ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมาก จะเงียบๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ก็อยู่ในห้องเรียน เหมือนไม่ค่อยมีตัวตนในโรงเรียน เพราะผมมีโควต้านักกีฬาด้วย ตอนเช้าเราก็จะซ้อมบอลก่อนไปเรียน 8 โมง พอเรียนเสร็จ ตอนเย็นเราก็ซ้อมบอลอีก จะทำแบบนี้ซ้ำๆ ทุกวัน คือแบบพอเราไปเรียนเหมือนเราก็จะพยายามไม่ใช้ร่างกาย จะอยู่นิ่งๆ พยายามไม่ให้เหงื่อออก จะไม่มีการไปวิ่งเตะบอลกับกลุ่มเพื่อนในห้องเพราะว่าเดี๋ยวเย็นนี้ก็ต้องกลับไปซ้อมอีก ในทุกการซ้อมเราก็อยากจะทำให้มันดี

แบบนี้เพื่อนในโรงเรียนจะไม่สงสัยกันหรอครับว่า เอ๊..ทำไมกลุ่มนักบอลเขาเน้นอยู่กันแบบเงียบๆ ค่อนข้างเก็บตัวตอนเที่ยง ไม่ไปเล่นอะไรกันเลย จริงๆ แล้วก็พูดคุย เฮฮากันปกติแหละ เพียงแต่ว่ากิจกรรมหนักๆ เราก็จะพยายามเลี่ยง เพื่อนนักเรียนเขาก็รู้ว่าเราเป็นนักกีฬาช้างเผือก เขาก็จะเข้าใจ อย่างเลิกเรียนเสร็จจะมาชวนเราไปไหน เราก็ไปไม่ได้อยู่แล้ว

เท่ากับว่าคุณมุ้ยได้มีการซึมซับเรื่องที่เกี่ยวกับฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก แล้วช่วงที่เราจริงจังกับมันเป็นช่วงไหนครับ ในช่วงตอนที่เราจบ ป.6 เราก็หาโรงเรียนที่ทำให้เราได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลต่อ และช่วยลดค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ได้ด้วย จะได้ไม่ต้องมาเสียค่าเทอมให้เรา ณ ตอนนั้นคิดอะไรแบบนั้นจริงๆ เราได้เข้าเรียน ม.1 ด้วยโควต้าเรียนฟรีเป็นนักกีฬาโรงเรียน เราก็ทำสำเร็จ จากตอนแรกที่เราแค่จะเอาโควต้าเรียนฟรี เล่นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ พอได้มาเจอเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ที่รักในการเล่นฟุตบอลเหมือนกัน แล้วทีนี้เป้าหมายมันก็ค่อยๆเริ่มเปลี่ยนไป คือพอเจอคอเดียวกัน มันก็อารมณ์เดียวกัน เมื่อได้แข่งขันด้วยกัน เราก็ไม่ได้เล่นเพื่อสุขภาพอย่างเดียวแล้ว แต่เล่นเพราะว่าอยากจะเก่งแล้วนะ อยากพัฒนาตัวเองนะ อยากเป็นเลิศในด้านนี้ อยากได้ชัยชนะ อยากได้แชมป์ อยากติดทีมชาติแล้ว

ก็คือเป้าหมายของคุณมุ้ยได้เปลี่ยนไป และยิ่งใหญ่กว่าเดิมแล้ว งั้นช่วง ม.ต้น ถึง ม.ปลาย คุณมุ้ยก็มีการได้รับรางวัลเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลมาอย่างต่อเนื่องเลยใช่มั้ยครับ ใช่ครับ ก็ในประเภททีม อาจจะได้ไม่ได้ทั้งหมดทุกรางวัล แต่ก็มีเข้ารอบสุดท้าย รอบลึกๆ เข้าชิง ได้แชมป์บ้าง ไม่ได้แชมป์บ้างครับ ก็รู้สึกภูมิใจในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน ครับ ในการที่คุณมุ้ยได้เข้ามาเป็นนักกีฬาอาชีพ สโมสรแรกที่คุณมุ้ยเริ่มเล่นเลยคือสโมสรไหนครับ ในช่วง ม.ปลาย ผมเล่นของสโมสรโรงเรียนจ่าอากาศเป็นที่แรกครับ ด้วยตอนนั้นสโมสรยังไม่ได้ถือว่าเป็นอาชีพ และก็เป็นช่วงที่กำลังว่าง อยู่ในช่วงปิดเทอม แล้วด้วยความที่พ่อเราทำทีมโรงเรียนจ่าอากาศอยู่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในไทยลีกด้วย ก็คือมาเล่นกับพ่อในช่วงอายุประมาณ 17-18 ปี แต่ไม่ได้เล่นแบบต่อเนื่องอะไร เป็นจังหวะที่เรามีเวลาว่างพอดี ถ้าไม่ติดกับการเรียน หรือกิจกรรมกับทางโรงเรียนเราก็จะมาเล่นตรงนี้ได้ แต่ก็คือยังเล่นกับทางโรงเรียนอัสสัมชัญเป็นหลักเหมือนเดิม

หลังจากที่จบ ม.6 แล้ว คุณมุ้ยได้มาเป็นนักบอลอาชีพเต็มตัวเลยใช่ไหมครับ ใช่ๆ ก็จะประมาณนั้นเลยครับ แต่ลีกเรา ณ ตอนนั้นอาจจะยังไม่ได้ถือว่าเป็นอาชีพเต็มตัวได้เหมือนวันนี้ หลังจากที่จบ ม.6 ก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ถือว่าโชคดีที่ตัดสินใจถูกทาง ในวันนั้นเราได้สมัครเรียนมหาวิทยาลัยมหิดลโดยขอโควต้านักกีฬาได้แล้ว รอวันมอบตัวนักศึกษา มีบัตรนักศึกษาเรียบร้อยแล้ว คือ รอวันเปิดเทอม รับน้อง และก็ไปเรียนได้เลย แต่พอดีในช่วงตอนนั้นก็มีโอกาสได้ลงเล่นชุดบีโอลิมปิก อายุไม่เกิน 23 ปี แล้วผมก็ติด! มันเป็นช่วงคาบเกี่ยวกัน ถึงเวลาที่เราต้องเลือกแล้ว พอจบจากตอนนั้นก็มีรายชื่อเราในทีมชาติชุดใหญ่เลย แต่ว่าไปคัดเลือกกันอีกทีประมาณ 30 คน แล้วต้องไปเก็บตัวที่เยอรมัน 1 เดือน โดยที่ไม่รู้เลยว่าเราจะติดทีมชาติหรือเปล่า แล้วก็เป็นช่วงกำลังจะเปิดเทอมด้วย คือเราอาจจะไม่ได้อยู่ในชุดที่แข่งขันรอบสุดท้ายก็ได้ แต่ถือว่ามันได้โอกาสแล้ว เราก็ต้องคว้าไว้ แล้วเราก็ติด 1 ใน 23 คนพอดี และมีช่วงได้ไปแมนซิตี้ด้วยก็เลยเลือกเส้นทางนั้นที่จะไม่เรียนต่อ แต่เลือกที่จะเล่นฟุตบอลอย่างเดียวไปเลย เท่ากับว่าตอนนั้นคุณมุ้ยมั่นใจในเส้นทางของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว ก็คิดว่า เออ..มันมาขนาดนี้แล้ว ไม่เดินย้อนกลับแล้ว คือเรามีประสบการณ์ที่ได้เห็นรุ่นพี่รุ่นก่อนๆ ที่แบบว่าพอเล่นฟุตบอล แล้วก็ไปเรียนมหาวิทยาลัย แล้วพอได้เรียนมหาวิทยาลัย รุ่นพี่ก็หายกันไปเลย คือไปเตะบอลมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่ตอนนั้นยังไม่เป็นอาชีพเงินเดือนประมาณ 8-9 พัน แล้วก็ต้องเรียนไปด้วย กลายเป็นเหมือนไม่เด่นสักทาง

เยี่ยมมากๆครับ เป็นคำแนะนำที่ดีมากๆ เลยครับคุณมุ้ย และการที่คุณมุ้ยกลายมาเป็นคนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เรียกได้กว่าคนในประเทศไทยที่รักฟุตบอลนี่รู้จักหมด วันนี้แตกต่างกับวันแรกที่เรายังไม่มีชื่อเสียงมั้ย แล้วคุณมุ้ยมีวิธีการวางตัวอย่างไร ให้เป็นที่รักของคนส่วนใหญ่ จริงๆ ก็แตกต่างครับกับตอนที่ยังเป็นคนธรรมดาที่ยังไม่มีใครรู้จักเหมือนกัน วิธีการวางตัวของผมคือการที่เราต้องเข้าใจก่อนว่าวันนี้เราเป็นบุคคลสาธารณะ มีคนรู้จักเยอะ เราก็จะอยู่ในที่สว่าง ทำอะไรก็จะมีคนเห็นหมด แต่พอเราเข้าใจข้อนี้มันก็ไม่ยากหรอก เราก็รู้ว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำในที่สว่าง และเป็นอย่างที่ตัวเองเป็น เพราะว่าถ้าผมยังเป็นตัวผมแบบนี้ อีก 10 ปีมันก็จะเป็นอย่างนี้ ถึงแม้ว่ามันจะมีคนไม่ชอบก็ตาม แต่ว่าเราไม่ได้เฟค การเฟคมันอาจจะอยู่ได้แค่สัปดาห์นึง หรือ 1 ปี มันก็อาจจะลืมตัว เพราะว่าเราต้องคอยเฟคอยู่ตลอด นักบอลไม่ใช่ดาราไม่จำเป็นต้องมาสร้างภาพว่าเป็นคนดี หรือเป็นพระเอกอะไรขนาดนั้น

โอเคครับ ในส่วนต่อไปผมอยากทราบมุมมองของคุณมุ้ย เกี่ยวกับคำที่ว่า “บางคนประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องเรียน” คุณมุ้ยมีคำแนะนำกับน้องๆ ยังไงบ้างในส่วนนี้ ผมว่ายังไงการเรียนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ คือมันเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตทั้งหมด คือไม่ได้บอกว่าต้องเรียนให้ดีที่สุด หรือว่าไม่ต้องเรียนเลย เพียงแต่ว่าเรียนให้มันรู้ เรียนให้มันเข้าใจ แค่นั้นก็พอ แล้วพอเราเจอกับสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารักแล้วค่อยไปทำมันอย่างเต็มที่กับสิ่งนั้น นี่เป็นความคิดส่วนตัวของผมนะ

การสื่อสารในตอนแข่งขันมันมีความลำบากมั้ยครับ ก็คือถ้าเราพูดภาษาเดียวกัน ผู้ชายเหมือนกัน และด้วยที่ฟุตบอลมันเป็นกีฬาเวลาคุยกัน มันก็ต้องคุยกันแบบเปิดอก เวลาผมสั่งคุณไป เวลามองหน้ากัน ผมต้องการให้คุณลงไปทำแบบนี้นะ แต่เราไม่เข้าใจเพราะมันต้องมีคนกลางช่วยในการสื่อสาร บางทีจุดประสงค์มันอาจจะแบบผิดเพี้ยน หรือคลาดเคลื่อนได้ ก็กลายเป็นว่าเราไม่ได้ทำตามที่โค้ชต้องการ โค้ชก็ต้องเอาตัวเลือกอื่นที่สามารถสั่งและทำได้เลย ซึ่งการไปอยู่ตรงนั้นรายละเอียดมันมากกว่าบ้านเราเยอะ ไม่ว่าจะเป็นลูกคอนเนอร์ การตั้งเตะต่างๆ ทักษะการเล่นมันต้องปรับใหม่หมด ทุกอย่างไม่สามารถปล่อยผ่าน และเริ่มใหม่ได้... โอเคอาจมีคนมองว่าผมล้มเหลว แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เพราะผมเองก็ทำมันอย่างเต็มที่แล้ว

ไม่เลยครับคุณมุ้ย ผมมองว่าคุณมุ้ยเจ๋งมากแล้ว ที่ไปอยู่ตรงจุดนั้นได้ ต้องขอขอบคุณคุณมุ้ยมากๆ เลยครับ สำหรับเรื่องราวที่ได้ถ่ายทอดออกมา ผมคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์กับเด็กไทยอีกหลายคนเลยครับ

ข่าวสารทั่วไป