กลับ / 14/11/2018 19:52 / ร็อบ กรีน ผู้รักษาประตูมากประสบการณ์




ร็อบ กรีน ผู้รักษาประตูมากประสบการณ์ของเราเป็นนักเตะคนล่าสุดที่มาร่วมย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาการค้าแข้งในโลกฟุตบอลแรกๆ จนถึงวันที่กลายมาเป็นมืออาชีพอย่างทุกวันนี้

ทีมแรกที่ผมเล่นให้คือโว้คกิ้ง บอยส์ คลับ ผมอายุราวๆ 6-7 ขวบเองนะ พ่อของผมกับเพื่อนๆ ของเขาสร้างทีมขึ้นมา เราเคยมีเกมที่ต้องแข่งในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่เวสต์ บายฟลีค เร็ค ใกล้ๆ กับค็อบแฮมด้วย เราเป็นทีมทีดีมาก มีเด็กๆ มากพรสวรรค์หลายคนเลย และเราคว้าแชมป์ลีกได้หลายปีด้วย

เราเล่นด้วยกันจนถึงอายุ 12 ปี หลังจากนั้นผมก็ไปเล่นให้นอริช อีกสองคนไปเล่นให้เวสต์ แฮม ผมชอบมาก การได้อยู่ในทีมตอนที่ยังเด็กมันเยี่ยมมากเลยนะ ผมได้เล่นเป็นโกล และหลายๆ คนก็บอกว่าผมน่าจะไปเล่นให้ทีมรองมากกวา แต่ผมก็อยากจะอยู่ในทีมที่เล่นแล้วมีความหมาย มากกว่าไปเล่นในทีมที่คุณต้องแพ้ 10-0

การเล่นภายใต้การคุมทีมของพ่อ คุณต้องเล่นให้ดี! พ่อและเพื่อนของเขาทำได้ดีนะ หลักการคือเราต้องเล่นให้ดีและถูกต้อง ไม่ใช่แค่เอาเด็กหลายๆ คนมาใส่รองเท้าแล้วลงไปเล่นในสนาม พวกเขาสนุกกับการสร้างทีมที่เล่นในแบบของพวกเขามาก

ผมยังคงติดต่อกับพวกเขามาจนถึงวันนี้อยู่เลย ยังคงพยายามติดต่อกับพวกเขามา 33 ปีแล้ว ผมไม่สามารถลืมพวกเขาได้เลย เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมากจริงๆ

ในช่วงวันเวลาเหล่านั้น ผมจำได้ว่าตัวเองฝึกการเป็นผู้รักษาประตูเป็นหลัก และพยายามรับบอลกลางอากาศจากโกลคิกด้วย! เราเคยชินกับการฝึกซ้อมที่สนามรักบี้ เพราะมันเป็นที่เดียวที่มีสปอตไลท์ และผมเคยยืนที่เสารักบี้เพื่อเตะบอลข้ามมันให้ได้ด้วย มันเป็นแค่ครั้งเดียวที่คุณสามารถฝึกได้นะ เพราะไม่มีใครอยากลงมาแล้วเจอกับโกลคิกของคุณ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนเคยยืนรอที่กรอบเขตโทษเพื่อรับการเตะบอลจากโกลที่ไม่ดี

ในช่วงอายุ 9-10 ปี เมื่อตอนที่ผมเริ่มต้นเล่นในทีมใหญ่ในฐานะนักเตะรุ่นเล็ก ผมรู้เลยว่าผมกำลังแข่งกับนักเตะชั้นยอดที่แก่กว่าผม เมื่อพ่อของผมบอก ผมก็รู้เลยว่าผมจะต้องเป็นผู้รักษาประตูมืออาชีพ เขาบอกตอนที่ผมอายุ 8 ขวบ และเขาก็ตั้งตารอมันมานานมาก

ช่วงวันอีสเตอร์ ผมไปแข่งให้กับทีมโว้คกิ้ง บอยส์ ในทัวร์นาเม้นต์ที่เรียกว่าคานารี่ คัพ เราเอาชนะเร้นเจอร์ และเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ได้ในรอบชิงชนะเลิศ นอริชเคยใช้ทัวร์นาเม้นต์นั้นเป็นหนึ่งในเครือข่ายแมวมองเพื่อเฟ้นหานักเตะรุ่นเยาว์เข้าร่วมทดสอบก่อนเข้าทีม จากจุดนั้นเองพวกเขาบอกว่าต้องการตัวผม และมองเห็นแววว่าผมจะเป็นผู้รักษาประตูของนอริชได้

 
ร็อบ กรีน ขณะลงเล่นให้นอริชในปี 2001

ผมตื่นเต้นมากเลย แต่มันก็ยากนะ ผมต้องนั่งรถไฟไปลอนดอนเพื่อเจอกับเด็กๆ จากเวสต์ คันทรี่ และวอเตอร์ลู เดินข้ามลิเวอร์พูล สตรีทเพื่อไปซ้อมกับนอริชในวันเสาร์ หลังจากนั้นในวันอาทิตย์เราก็จะแข่งอีกจุดหนึ่งของประเทศแล้วก็ต้องนั่งรถไฟกลับบ้านอีกครั้ง ตอนอายุ 12 ปีผมเดินทางหนักมาก ทำการบ้านบนรถไฟ อะไรแบบนั้นเลย เราต้องเสียสละวันหยุดเพื่อไปฝึกซ้อมแบบนี้ตลอด

นอริชมีเครือข่ายแมวมองที่ใหญ่มาก จากเซาท์เวลส์ไปจนเวสต์คันทรี่ ที่ซึ่งนักเตะอย่างเคร็ก เบลลามี่, ดาร์เร็น เอ็ดดี้ และเจมี่ คูเรตั้นอยู่ และที่ลอนดอนก็มีนักเตะอย่างอาเด อาคินบียี่ และผมด้วย ตอนนี้มันเป็นระดับโลกไปแล้ว เราพูดถึงช่วงเวลาเมื่อ 25 ปีก่อน พวกเขาไม่ได้มีนักเตะที่นอร์โฟล์คมากนัก มันต่างจากตอนนี้มาก

ตอนอายุ 14 ผมได้รับเลือกจากโรงเรียนประจำชาติ และตั้งแต่นั้นผมก็ต้องไปอยู่ที่ลิลล์ชอลล์ มีเด็กๆ 16 คนที่ได้รับเลือก แต่ผมไม่ผ่านการตรวจร่างกายเพราะมีอาการบาดเจ็บที่หลัง ผมต้องพัก 2 ปี และนอริชก็ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ผมหมดเลย

ผมไม่ได้คิดเรื่องบาดเจ็บมากนัก ในทางกายภาพแล้วผมโตขึ้นมากในช่วงเวลาที่ผมหยุดพักไป เมื่อผมกลับมา นอริชไม่มั่นใจกับร่างกายของผมนัก ดังนั้นพวกเขาให้ผมอยู่ที่โรงเรียนก่อน ตอนนั้นผมฝึกซ้อมเต็มที่เท่าที่ผมจะทำได้ ผมอยู่โรงเรียน 3 วัน และอยู่ที่นอริชอีก 3 วันเลย

 
ผลงานของกรีนที่นอริชทำให้เขาได้ติดทีมชาติในเดือนมีนาคม 2004

แต่ผมก็เลือกที่จะทิ้งการเรียนเลย พ่อผมบอกว่ามันหนักเกินไป และถามว่าเราควรทำยังไงดี นอริชบอกว่าพวกเขาจะเสนอสัญญามืออาชีพให้กับผมในตอนอายุ 17 เราไปโรงเรียนและพวกเขาก็เยี่ยมมาก บอกว่าที่นี่จะให้อนาคตกับผม และผมก็เลือกทางนั้น

ตอนนั้นที่นอริชมีปัญหาด้านการเงินหนักมาก ทีมต้องจำกัดจำนวนนักเตะลง ในช่วงเวลา 6 เดือนจากการกลับมาจากอาการบาดเจ็บ ผมก็ได้เดินทางร่วมกับทีมชุดใหญ่ และเล่นให้กับทีมสำรองและทีมเยาวชน

มันคือวัฐจักร การได้ยืนที่หลังรถบัสแล้วทำอาหารเย็นให้นักเตะทีมชุดใหญ่ หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นกับทีมสำรองในเช้าวันต่อมา แล้วก็กลับไปโรงเรียน วนเวียนอยู่อย่างนั้น ผมขับรถไม่เป็น ดังนั้นผมจึงปั่นจักรยานและพยายามทำทุกอย่างเลย

ผมขยับเข้าใกล้ทีมชุดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และได้เดบิวต์ให้อิพสวิชในเกมโอลด์ ฟาร์ม ดาร์บี้ เมื่อเดือนเมษายน 1999

แอนดี้ มาร์แชลล์โดนใบแดงและไม่เหลือใครแล้ว ผมจำได้ว่าตัวเองซ้อมก่อนแข่งวันนั้นวันเดียว เราฝึกกันในวงใหญ่ๆ และผมก็ทำพลาดด้วย หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมหันมาหาผมแล้วบอกผมว่า “ถ้าพรุ่งนี้นายทำพลาด ฉันจะฆ่านาย” นั่นมันแค่ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงก่อนที่ผมจะเดบิวต์เลยนะ! มันแสดงให้เห็นว่าฟุตบอลเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

มันน่าจะเป็นเกมดาร์บี้ที่เสมอ 0-0 แบบน่าเบื่อสุดๆ เกมหนึ่งเลย ฝนมันตก ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ผมคิดว่าตัวเองทำจมูกกัปตันทีมหักในตอนที่เคลียร์บอล แต่นอกจากนั้นมันไม่มีอะไรเลยจริงๆ

แต่คุณสามารถรับมือกับทุกโอกาสได้? นั่นคือบททดสอบ มันเป็นเกมที่ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ฟุตบอลบูมสุดๆ นอริชมีคนเข้าดู 12,000-13,000 คนต่อสัปดาห์ และหลังจากนั้นก็กลายมาเป็น 2 หมื่นกว่าแล้ว มันต่างมากจริงๆ

ผมจำได้ว่าสภาพจิตใจถดถอยมากในตอนนั้น ผมแค่กลับบ้านแล้วตรงดิ่งไปที่เตียงเลย พ่อแม่ของผมได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดีมากมาย และพวกเขาก็บอกว่า “ร็อบนอนแล้ว เหนื่อยมากเลย” ตอนนั้นมันเวลา 5 โมงเย็นของวันอาทิตย์เองนะ! แต่มันเยี่ยมมากเลยที่ได้เล่น

ข่าวสารทั่วไป